ติดปีกธุรกิจขายส่งด้วย Transformation

ทุกวันนี้ ธุรกิจค้าส่งต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ หลายบริษัทตื่นตัวสำหรับการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหนหรือต้องทำอะไรต่อไป การได้ทบทวนถึงบริบทของธุรกิจและประเมินถึงระบบจัดการที่ต้องการจะพัฒนาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ทั้งนี้ก็ต้องเข้าใจกระบวนการที่เกี่ยวข้องด้วย กลยุทธ์สำหรับธุรกิจค้าส่งที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวไปอีกขั้น อาจประกอบด้วย 1.ปรับเปลี่ยนการบริการเชิงคุณค่า (Value-Added Services)บริษัทอาจสำรวจกระบวนการทำงานปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ขั้นตอนการผลิต เตรียมเครื่องมือ พยากรณ์ความต้องการตลาดในอนาคต ซึ่งสามารถทำให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้ ก่อนจะส่งมอบให้แก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยหวังผลให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2.อัพเกรดการส่งสินค้าให้เหนือชั้นเมื่อก่อนการส่งสินค้าตรงเวลาเป็นทางหนึ่งให้ลูกค้าพอใจกับบริการ แต่ปัจจุบัน ส่งตรงเวลาอย่างเดียวอาจไม่พอ ลูกค้าต้องการทั้งความรวดเร็วและการจัดส่งถึงที่ที่แม่นยำ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย การที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจ อย่างแรกต้องกำจัดกระบวนการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ต้องทำให้ระบบหลังร้านมีมาตรฐาน จัดการออเดอร์ สะดวกและรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลจะทำให้ทรัพยากรมนุษย์ อย่างเซลล์ หรือแอดมิน มีเวลาไปทำงานอื่นที่ก่อให้เกิดคุณค่ามากกว่า การประยุกตร์ใช้ process automation ในโปรแกรมขายส่งที่มีระบบจัดการ การขายสินค้า ช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อน ทำให้ประหยัดเวลาและต้นทุนโดยรวมของธุรกิจได้ 3.โฟกัสพนักงานการใส่ใจถึงกิจวัตรการทำงานของพนักงานก็เป็นเรื่องสำคัญ หลายครั้งกระบวนการทำงานเก่าๆ ก็ทำให้พนักงานเสียทั้งเวลาและพลังงานไปกับงานซ้ำซ้อนหรืองานที่ต้องทำโดยมนุษย์ (manual task) ถ้ามีโปรแกรมมาช่วยในองค์การ ก็จะสามารถลดงาน manual task ได้ พนักงานก็จะมีเวลาทำงานอื่นๆ ซึ่งอย่างแรกเลย คือต้องดูข้อมูลเชิงลึกในปัจจุบันว่า งานคีย์ข้อมูล งานซ้ำซ้อนที่มีอยู่ สามารถปัดไปให้โปรแกรมทำแทนได้ไหม ให้พนักงานทำเฉพาะงานที่ต้องตรวจเช็คจริงๆ ซึ่งทำให้การรับข้อมูลน้อยลง และตัดสินใจได้ดีขึ้น หมายความว่า ในภาครวมพนักงานจะรู้สึกว่าตนเองมีศักยภาพ เกิดความพีงพอใจต่อผลลัพธ์ของงาน ระบบจัดการที่ดียังช่วยให้บริษัทรักษาพนักงานในยามที่ขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถได้อีกด้วย 3 ข้อนี้เป็นแค่ไอเดียเท่านั้น ยังมีวิธีอีกมากที่ช่วยติดปีกให้กับธุรกิจค้าส่งของคุณ เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำอยู่และค่อยๆ พัฒนาการทำงานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตัวช่วยธุรกิจ B2B อย่าง Floww E-Ordering ก็เป็นโปรแกรมสำหรับธุรกิจขายส่ง ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครันอย่าง การรับออเดอร์ออนไลน์ผ่านตัวแทนขายหรือเซลล์ ระบบจัดการสต๊อคสินค้า ระบบหลังร้าน และอื่นๆ อีกมากมาย หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้ Floww E-Ordering ก็สามารถอ่านรายละเอียดโดยคลิกที่นี่ได้เลย แปลและเรียบเรียงจากLearning To Fly: Business Transformation In The Wholesale Distribution Industry (forbes.com)

เครื่องมือช่วยงานขาย Sale Enablement ในธุรกิจ B2B E-Commerce

เครื่องมือช่วยงานขาย Sale Enablement ในธุรกิจ B2B E-Commerce สินค้าและบริการของธุรกิจ B2B มีความซับซ้อนกว่า B2C การแสดงข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดยทั่วไปก็จะมีเซลส์คอยให้ข้อมูลผ่านการนำเสนอ ทั้งการนัดเจอกันหรือคุยทางโทรศัพท์ อย่างไรก็ดี การนำสินค้า B2B ให้มาอยู่ในรูปแบบ E-commerce ต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนการการจัดเตรียมข้อมูลและเครื่องมือให้พนักงานขาย หรือที่เรียกว่า “Sale Enablement” ความสำคัญของ Sales Enablementถึงแม้ลูกค้า B2B คาดหวังประสบการณ์การซื้อแบบ B2C แต่ก็มีความต่างออกไป คือไม่ได้ตั้งใจจะซื้อแบบทันทีทันใด แต่ใช้เวลาตัดสินใจมากกว่า เพราะต้องพิจารณา supplier ที่มีคุณภาพสำหรับพันธมิตรระยะยาวถ้าสินค้าของคุณไม่ได้ซับซ้อน การซื้อด้วยตัวเอง หรือ Self-serve E-commerce ก็เพียงพอ จึงควรใส่ใจ customer experience ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ Customer experience ที่ดีช่วยเพิ่มความพึงพอใจในแบรนด์ เสริมอัตราการเป็นลูกค้าประจำ และดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าสินค้าบริการของคุณได้บอกต่อแบบปากต่อปาก บริษัทขนาดเล็กหลายแห่งโฟกัสที่ความต้องการของลูกค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย ช่วยส่งผ่านความใส่ใจให้กับลูกค้าไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ ซึ่งในยุคดิจิทัล เครื่องมือ sales enablement ช่วยขับเคลื่อนบริษัทเล็กให้มีศักยภาพมากพอที่จะขยายให้ใหญ่ขึ้นได้ การที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์การซื้ออันเป็นที่น่าจดจำ ต้องอาศัยตัวแทนขาย หรือทีมเซลส์ให้คุ้นเคยกับเครื่องมือช่วยการขาย ประกอบด้วย ระบบ automation ที่ช่วยจัดการงาน routine, ระบบจัดสรรค์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ สำหรับหน้าเว็บสินค้า B2B พร้อม customer experience ที่มีคุณภาพ เครื่องมือ B2B sales enablement อาจประกอบด้วย● การจัดการข้อมูลของสินค้า (Product information) สำหรับการจัดหมวดหมู่มาตรฐาน รูปภาพ● การจัดการการค้า (Commerce management) เช่น ตะกร้าสินค้า การยืนยันคำสั่งซื้อ การคำนวณราคา การสร้างโปรโมชั่น ส่วนลด และการค้นหาอัจฉริยะ● การจัดการคำสั่งซื้อ (Order management) ไมว่าจะเป็น กระบวนการชำระเงิน การส่งของ การจัดการสต๊อค และการแจ้งข้อมูลคำสั่งซื้อให้ลูกค้าทราบเครื่องมือที่ดีควรสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือเดิมที่มีอยู่ จะได้ใช้งานราบรื่น ไม่สะดุด…

อยากเพิ่มยอดขาย ต้องเพิ่ม Sales Productivity

โควิด-19 ได้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะการปรับตัวธุรกิจสู่ Digital Transformation ธุรกิจ B2B ที่ต้องอาศัยเซลส์หรือทีมขายในการติดต่อกับลูกค้ารายสำคัญยิ่งต้องเพิ่มผลผลิตของงานขาย (sales productivity) ให้สอดคล้องกับการรับออเดอร์ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น ต่างจากการติดต่อแบบดั้งเดิมทั้งนี้ ผลสำรวจจาก The Bridge Group พบว่าร้อยละ 65 ของธุรกิจ B2B เผชิญกับปัญหา sales productivity เป็นประจำ sales productivity ที่ว่านี้ก็คือการเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นโดยลดทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย ระยะเวลาดำเนินการ เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อรายได้โดยตรงของบริษัทนั่นเองอย่างไรก็ดี 3 สิ่งต่อไปนี้ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเพิ่ม sales productivity กระตุ้นยอดขายในยุคดิจิทัล 1.โฟกัสตัวชี้วัดการขายให้ถูกจุดก่อนอื่นต้องสำรวจตัวชี้วัดที่ใช้อยู่ก่อนว่าอะไรสำคัญ และตั้งตัวชี้วัดนั้นให้ชัดเจน เช่น จำนวนครั้งการโทรหาลูกค้ารายใหม่ ไม่ได้สะท้อนประสิทธิภาพของกระบวนการขาย (sales process) ดังนั้นต้องระบุให้ได้ว่าตัวชี้วัดไหนบ่งบอกถึงกระบวนการขายที่ถูกต้อง เหมาะกับธุรกิจตัวเอง และหมั่นติดตามอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเร่ง sales productivity ตัวชี้วัดที่ดีต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้ เช่น win rate หรือ การทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้ามาใช้สินค้าบริการของเรา โดยดูจาก conversion และประเมิน sales cycle length ว่าควรพัฒนา sales process อย่างไร 2. เลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับงาน “right tools for the right job”หลายธุรกิจรับพนักงานมา เทรนพนักงาน แต่กลับไม่ได้นำเสนอเครื่องมือที่เหมาะสมกับงานขายของบริษัท ปัญหาตามมาก็คือ การจัดการการสั่งซื้อกระจัดกระจาย ไม่มีประสิทธิภาพ ทางที่ดีควรหาตัวช่วยที่ทำให้การบริหารจัดการออเดอร์เป็นไปอย่างราบรื่น ใช้งานง่าย และเหมาะกับธุรกิจ เช่น โปรแกรมขายส่งที่มีฟังก์ชันที่จำเป็นครอบคลุมระบบขายส่ง ระบบสั่งซื้อออนไลน์เพื่อบริหารจัดการสต็อคสินค้าและการชำระเงิน 3. เริ่มใช้ Automationปฏิเสธไม่ได้ว่า Automation ได้เข้ามาช่วยเพิ่ม sale productivity อย่างแท้จริง ซึ่ง 1 ใน 3 ของงานเซลส์หมดไปกับการทำงานซ้ำซ้อนและงานแอดมิน (unproductive administrative…

Digital Transformation After-Sale Service

Digital Transformation กับ บริการหลังการขาย (After-Sale Service)

ในปี 2011 มีผลสำรวจจาก Oxford Economics แสดงให้เห็นว่ามีเพียง 25% ของกลุ่มผู้บริหารในอุตสาหกรรมการผลิต ที่เชื่อว่าธุรกิจของเขาจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล (Digital Transformation) ในช่วง 5 ปีข้างหน้า แต่หลังจากปี 2016 เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า Digital Transformation ได้เข้ามามีผลกระทบอย่างมากในธุรกิจหลายแขนง โดยเฉพาะธุรกิจอุตสาหกรรม ด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ เจ้าของธุรกิจหลายแห่งเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Digital Transformation และเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบริการหลังการขาย (After-Sale Service) ให้อยู่ในรูปแบบ Digital นั่นเอง Digital Transformation มีผลโดยตรงกับ Customer Experience ยุคที่ผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายในระดับ Amazon-Level After-Sale Service หรือ บริการหลังการขาย เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ เพิ่มกำไร และเป็นปัจจัยในการรักษาฐานลูกค้าไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ช่างเทคนิคทำงานในรูปแบบ Digital อาจแสดงถึงความก้าวหน้าขององค์กร สร้างความแตกต่างเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า และนำมาซึ่งข้อได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจก็เป็นได้ ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ โดรน เครื่องประดับไฮเทค 3D Printing รวมถึง Internet of Things (IoT) มีผลกระทบอย่างชัดเจนในด้าน After-Sale Service สิ่งเหล่านี้เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงบริการหลังการขายเพื่อตอบสนองความต้องการในยุคที่ผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายในระดับ Amazon-Level Digital Transformation เป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลที่ถูกต้อง จะช่วยให้องค์กรของคุณได้เปรียบในการแข่งขันเป็นอย่างมาก หลายคนยังกลัวว่าในขณะที่องค์กรกำลังทำการเปลี่ยนแปลงจะเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่งทำคะแนนนำไปก่อน และทำให้ธุรกิจของตัวเองอ่อนแอลง แต่งานวิจัยจาก Capgemini แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอล (Digital Transformation) จะเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจอุตสาหกรรมของตนแต่อย่างใด ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation คือ เราไม่จำเป็นต้องแทนที่ทุกสิ่งด้วยดิจิตอล แต่คือการปรับปรุงให้บริการหลังการขายให้ดีขึ้นด้วยตัวช่วยทางเทคโนโลย การเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยคุณก้าวทันความต้องการของผู้บริโภค แน่นอนว่าการเพิกเฉยต่อความเปลี่ยนแปลงจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจ คุณสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าไปก่อน หรือจะเป็นองค์กรของคุณเองที่ปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เพื่อยกระดับการบริการหลังการขาย (After-Sale Service) ให้สูงขึ้นกว่าเดิม Digital Transformation อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับรายได้ขององค์กร ข้อมูลจากงานวิจัยของ Capgemini…

Digital Transformation Advantages

5 ข้อดี ของการทำ Digital Transformation

คำถามที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในการประชุมคือ "องค์กรของเราจะพัฒนาไปทางไหนต่อ" คำตอบที่ได้ 9 ใน 10 ครั้ง คือการทำ Digital Transformation แต่เพราะความคลุมเครือของวิธีการ รวมถึงผลลัพธ์ที่ยังไม่รู้แน่ชัด ทำให้แนวความคิดนี้มักจะจบลงแค่ในห้องประชุมเท่านั้น  เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น บทความนี้จะพูดถึงข้อดี 5 ประการ ของการทำ Digital Transformation ที่จะช่วยให้คุณยกระดับธุรกิจได้สำเร็จจริง ๆ เสียที More Automation = More Time ระบบอัตโนมัติช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้น [caption id="attachment_5738" align="aligncenter" width="1000"] Digital Transformation More Time[/caption] การทำ Digital Transformation หมายความว่า ขั้นตอนการทำงานหลาย ๆ ขั้นตอน จะกลายเป็นระบบอัตโนมัติ และเมื่องานส่วนใหญ่ทำได้โดยอัตโนมัติ เวลาที่ใช้ก็จะลดลง ทำให้เหลือเวลามากขึ้น และใช้เวลานั้นไปกับงานที่สำคัญจริงๆ  A Sharper Axe เลือกใช้ขวานที่คมขึ้น "ถ้าคุณให้เวลา 6 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ผมจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงแรกไปกับการลับขวานให้คม" - Abraham Lincoln Digital Transformation คือการลับขวานเล่มนั้น เมื่อคุณมีขวานที่คมขึ้น คุณจะใช้แรงงานน้อยลง จำนวนครั้งที่ต้องฟันลดลง และฟันได้ลึกขึ้น หากเทียบกับการทำงานในปัจจุบัน เครื่องมือที่ดีจะทำให้งานของคุณง่ายขึ้น แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุด Three-Second Rule กฎสามวินาที งานวิจัยเผยว่า ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมักจะออกจากเว็บไซต์ เมื่อต้องรอนานเกินกว่า 3 วินาที [caption id="attachment_5739" align="aligncenter" width="1000"] Digital Transformation Quick Response[/caption] ในปัจจุบัน ความเร็วและความง่าย เป็นสิ่งที่ลูกค้าคำนึงถึงมากที่สุด หมายความว่า คุณอาจเสียลูกค้าไปได้ง่ายๆ หากขั้นตอนการทำงานนั้นใช้เวลานานเกินไป แต่หากคุณใช้  Digital Transformation สร้างเครื่องมือที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและรวดเร็วขึ้น แสดงให้ลูกค้าเห็นว่าคุณเคารพเวลาของพวกเขา…